โครงสร้างสถาบันการเงินชุมชน



รูปแบบ (Model) การดำเนินงานสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน



 

รูปแบบการดำเนินงาน
สถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน
1กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเป็นแกนหลักในการจัดตั้ง
2สมาชิก คือกลุ่ม/องค์กรการเงินในชุมชน/หมู่บ้าน
3คณะกรรมการสถาบันฯ จำนวน  1  คณะ จาก
ตัวแทนกลุ่ม/ผู้นำ/ผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่วมกันบริหาร)
4ระเบียบข้อบังคับสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน  (ระเบียบกลางใช้ร่วมกัน)
5บริหารจัดการหนี้  1  ครัวเรือน  1  สัญญา
 หมายเหตุ กรณีที่ในพื้นที่ไม่มีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตที่เข้มแข็ง สามารถพิจารณาให้กลุ่ม/
องค์กร/กองทุนการเงินอื่น เป็นแกนหลักในการจัดตั้งสถาบันฯ ก็ได้ โดยให้คำนึงถึงว่ากลุ่ม/องค์กร/
กองทุนการเงิน ต้องมีลักษณะดังนี้  
 มีการจัดตั้งและบริหารโดยคนในชุมชน
 เป็นกลุ่ม/องค์กร/กองทุนการเงิน ที่เข้มแข็ง
 คณะกรรมการกลุ่ม มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่เคารพของคนในชุมชน


 

สถาบันการเงินชุมชน
การก่อเกิด
สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ต่อยอดการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านฯ จัดตั้งเป็นสถาบันการเงินชุมชน เพื่อทำหน้าที่เป็นธนาคารของชุมชนภายใต้การสนับสนุนของธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
นิยาม
องค์กรทางการเงินภาคประชาชนที่ทำหน้าที่หลักโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการส่งเสริมให้
ประชาชนในชุมชนได้มีการเก็บออมทรัพย์ ที่มีความมั่นคงสะดวก ประหยัด ปลอดภัย ขยายโอกาสให้สมาชิกและประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนตามความจำเป็นเพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพ แก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความมั่นคงของบุคคลและครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
กล่าวโดยสรุป
“ ธนาคารของชุมชนที่มีการบริหารจัดการโดยชุมชน และ นำผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน ”
หลักการ
หลักการ

       ให้บริการทางการเงิน ทำหน้าที่เสมือนธนาคารเนื่องจากความต้องการของคนในชุมชนที่ต้องการจะฝากเงินต้องการมีสถานที่เก็บออมเงินที่มั่นคงปลอดภัย

การบริหารจัดการทำหน้าที่เสมือนธนาคารหน้าที่

 1.  ให้บริการรับฝากเงินกับคนในชุมชน เจ้าของกิจการหน่วยราชการทั้งฝากออมทรัพย์/เผื่อเรียก/ประจำ

 2.  ให้บริการสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ เพื่อการลงทุนและอุปโภคบริโภค

 3.  ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ เช่น รับชำระค่าสาธารณูปโภค

คณะกรรมการประกอบด้วย

  1.  คณะกรรมการบริหารสถาบันการเงินชุมชน

  2.  คณะกรรมการตรวจสอบ

บทบาทหน้าที่และวางกรอบแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้  

1) แต่งตั้งบุคลากรทำหน้าที่บริหารสถาบันการเงินชุมชน

2) กำหนดหน้าที่พนักงานทุกระดับ

3) กำหนดวงเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ พร้อมกำหนดระยะเวลาชำระคืน

โดยพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้อาชีพ

และรายได้ให้เหมาะสมกับท้องถิ่นนั้น ๆ

4) กำหนดธุรกรรมการเงิน เช่น การฝากเงิน ประเภทออมทรัพย์/เผื่อเรียก/ประจำการกู้เงินประเภทระยสั้น/กลาง/ยาว การบริการรับชำระค่าบริการต่างๆ

5) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

6) กำหนดขั้นตอนแต่ละขั้นตอนของระบบการทำงาน

เช่น ปล่อยกู้เงิน การฝากเงิน การถอนเงิน

7) กำหนดการจัดซื้ออุปกรณ์สำนักงาน

8) กำหนดค่าตอบแทนบุคลากร

9) กำหนดการช่วยเหลือสวัสดิการด้านต่าง ๆ เช่น

เกิด แก่ เจ็บ ตาย

10) ดูแลการบริหารด้านงบการเงินต่าง ๆ เช่น

รายได้ - ค่าใช้จ่าย กำไร - ขาดทุน และเผยแพร่งบการเงิน

ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วสู่สาธารณชน เพื่อความโปร่งใส

ในการบริหารงาน

11) วางแผนงานกำหนดนโยบาย

ฝ่ายสำนักงานสถาบันการเงิน ประกอบด้วย

- ผู้จัดการสถาบันการเงินชุมชน  1  คน

- พนักงานการเงิน  1 -  2  คน

- พนักงานับัญชี  1 -  2  คน

- พนักงานสินเชื่อ  1 -  2  คน

(โดยมีธนาคารออมสิน/ธ.ก.ส. เป็นที่ปรึกษา)

คุณสมบัติหมู่บ้านที่มีความพร้อมในการจัดตั้งสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน

1. มีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเข้มแข็ง

สามารถเป็นแกนหลักในการจัดตั้งสถาบันฯ

ต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง  4  ข้อ

- ผ่านการประเมินการจัดระดับการพัฒนา

- กลุ่มออมทรัพย์ฯ อยู่ในระดับ  2  หรือระดับ 3

- คณะกรรมการฯ มีความพร้อมและสมัครใจ

- มีความน่าเชื่อถือ และประชาชนในหมู่บ้าน

 ให้การยอมรับ

1.      ได้รับการตรวจสุขภาพทางการเงินและผ่านการประเมินการตรวจสุขภาพ

     2. มีกลุ่ม องค์กร กองทุนการเงินอยู่ใน หมู่บ้าน/ชุมชน ไม่น้อยกว่า 3 กลุ่ม

     3.  มีสถานที่ทำการพร้อมดำเนินงานสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชนสถานที่จะใช้ร่วมกับกลุ่ม/องค์กร/กองทุนการเงินอื่น ๆ หรือเป็นเอกเทศก็ได้

4. มีผู้นำชุมชน และตัวแทนกลุ่ม/องค์กร/กองทุนการเงินชุมชนที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน

5. ศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน



การบริหารจัดการดอกเบี้ยเงินกู้

ตามที่กล่าวไปแล้วในวิธีการบริหารจัดการหนี้ไปสู่  1  ครัวเรือน  1  สัญญา ว่าการปรับลดอัตรา

ดอกเบี้ยเงินกู้ให้ของกลุ่ม/องค์กร/กองทุนการเงิน ที่เป็นสมาชิกสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชนให้มีอัตรา

ดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากันหรือตามความเหมาะสม เป็นขั้นตอนหนึ่งในการบริหารจัดการหนี้ แต่หลายคนยัง

มีข้อสงสัยว่าการจัดสรรผลประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อัตราใหม่ที่สถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน

บริหารจัดการหนี้ให้เป็น  1  สัญญา ได้อย่างไร ???  หัวข้อนี้จะเสนอแนะตัวอย่างวิธีการบริหารจัดการ

ดอกเบี้ยเงินกู้โดยสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน ไว้เป็นแนวทางเพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการ

ดำเนินงานสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน


ธ.ก.ส

ผลิตภัณฑ์และบริการ

ลูกค้าสหกรณ์ กลุ่ม องค์กร
วัตถุประสงค์    
     1. เพื่อส่งเสริมหรือสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้มีประสิทธิภาพในด้านการลงทุน การผลิต และการตลาด เช่น การสร้างตลาดนัดหรือตลาดสด โรงฆ่าสัตว์
     2. เพื่อส่งเสริม สนับสนุนชุมชนให้มีความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจ หรือ การดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการลดค่าใช้จ่าย และการพึ่งพาตนเองของชุมชน เช่น โรงสีชุมชน  โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์
     3. เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในลักษณะต่อไป
          3.1 การศึกษา  การอบรม การสัมมนา ดูงานหรือฝึกงาน ในด้าน การส่งเสริมอาชีพหรือพัฒนาอาชีพ เช่น ส่งเสริมเครื่องมือให้กลุ่มอาชีพ
          3.2 การจัดหาปัจจัยอื่นที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น โรงรับจำนำ โรงพยาบาลชุมชนตามโครงการของรัฐหรือของธนาคาร
     4.  เพื่อดำเนินการที่สอดคล้องกับแนวนโยบายส่งเสริมการเกษตรและการพัฒนาชนบทตามโครงการของรัฐหรือของธนาคาร
คุณสมบัติผู้กู้  
ต้องเป็น อปท. ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะของแต่ละประเภท ดำเนินกิจการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และมีความมั่นคง สามารถปิดบัญชีได้ทุกปี ได้แก่  องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)  เทศบาล  องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)  เมืองพัทยาและกรุงเทพฯ
หลักประกัน    
     1. อสังหาริมทรัพย์จำนองเป็นประกัน
     2. เงินฝากในบัญชีที่ฝากไว้กับ ธ.ก.ส.
     3. คณะผู้บริหารของ อปท. เป็นผู้ค้ำประกัน
     4. มีหลักประกันอื่นตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการธนาคาร
วงเงินกู้     
ไม่เกิน 25 ล้านบาท ต่อแห่ง กรณีขอกู้เงินต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการธนาคาร
อัตราดอกเบี้ย    
การคิดดอกเบี้ยเงินกู้ตามโครงการให้กำหนดตามประเภทหลักประกัน ดังนี้
     1. กรณีใช้เงินฝากเป็นประกันเต็มวงเงินกู้  คิดดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่นำมาฝากบวกด้วยอัตราดอกเบี้ยเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ  1.00  ต่อปี
     2. กรณีใช้บุคคลค้ำประกัน(คณะผู้บริหารค้ำประกันเงินกู้ในฐานะส่วนตัว)ให้คิดดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับ MLR
     3. กรณีใช้บุคคลค้ำประกัน(คณะผู้บริหารค้ำประกันเงินกู้ในฐานะส่วนตัว)และมีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. ให้คิดดอกเบี้ยเงินกู้ ดังนี้
          3.1 มีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของเงินกู้ ให้คิดดอกเบี้ยเงินกู้ เท่ากับ MLR 0.25 %
          3.2 มีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของเงินกู้ ให้คิดดอกเบี้ยเงินกู้ เท่ากับ MLR 0.50 %
          3.3 มีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของเงินกู้ ให้คิดดอกเบี้ยเงินกู้ เท่ากับ MLR 0.75 %
          3.4 มีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของเงินกู้ ให้คิดดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับ MLR 1.00 %
          3.5 มีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของเงินกู้ ให้คิดดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับ MLR 1.25 %
ระยะเวลาการชำระหนี้เงินกู้       
      -  เงินกู้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในการดำเนินการ ให้ชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน พิเศษไม่เกิน 18 เดือน
      -  เงินกู้เพื่อเป็นค่าลงทุน ให้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายงวดตามที่มาของรายได้ ไม่เกิน 15 ปี พิเศษไม่เกิน 20 ปี
เอกสารประกอบการกู้ 
1. โครงการที่ขอกู้ ประกอบด้วย
     - วัตถุประสงค์ที่ขอกู้
     - วงเงินกู้ที่ขอกู้
     - แผนการใช้เงินกู้และชำระคืนเงินกู้
     - หลักประกันที่เสนอ
2. รายละเอียดโครงการก่อสร้าง
3. สำเนารายงานการประชุมสภาที่เห็นชอบโครงการ
4. สำเนาหนังสืออนุมัติให้ อปท. กู้เงิน จากนายอำเภอหรือผู้ว่า ฯ
5. สำเนาหนังสือแต่งตั้งนายกของ อปท.
6. งบแสดงฐานะทางการเงินและการคลัง

สินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์

หลักเกณฑ์และคุณสมบัติทั่วไปของสหกรณ์ที่ขอใช้สินเชื่อ
ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และมีกำไรตามสมควร โดยมีการจัดทำบัญชีที่แสดงฐานะทางการเงินที่สามารถตรวจสอบได้
มีฐานะการเงินที่มั่นคง โดยสหกรณ์ควรที่จะมีเงินทุนของตนเองเพิ่มขึ้นหรือเท่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา
มีการบริหารจัดการที่ดี ไม่มีการทุจริตหรือข้อบกพร่องในการดำเนินงานที่เป็นสาระสำคัญ
สมาชิกให้ความร่วมมือในการดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์ด้วยดี
ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่กับสมาชิก
ไม่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริต การชำระหนี้หรือล้มละลาย และฟื้นฟูกิจการ
ประเภทเงินกู้
ธ.ก.ส. สนับสนุนให้สินเชื่อแก่สหกรณ์นอกภาคการเกษตรเพื่อใช้ในการดำเนินงานของสหกรณ์ ดังนี้
เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ เงินทุนให้สมาชิกกู้ต่อ จัดหาสินค้าหรือบริการให้สมาชิก รวบรวมผลผลิตหรือแปรรูปผลิตภัณฑ์ของสมาชิก หรือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เป็นต้น
เพื่อเป็นค่าลงทุนในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ การลงทุนในสินทรัพย์ประจำ ค่าปรับปรุงซ่อมแซมทรัพย์สิน ค่าลงทุนตามแผนงานต่างๆ เป็นต้น
วงเงินให้กู้
กู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ตามความจำเป็นของสหกรณ์
กู้เพื่อเป็นค่าลงทุนในการดำเนินธุรกิจ ตามความจำเป็นของโครงการหรือแผนงาน
ระยะเวลาในการชำระคืนเงินกู้
เงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ระยะเวลาการชำระหนี้เงินกู้ไม่เกิน 5 ปี เบิกเงินกู้และชำระคืนได้เหมือนกับการเบิกเงินเกินบัญชี ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน กำหนดชำระเงินต้นขั้นต่ำเป็นงวด รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี ตามกระแสเงินสดของสหกรณ์
เงินกู้เพื่อเป็นค่าลงทุนในการดำเนินธุรกิจ ระยะเวลาการชำระเงินกู้ไม่เกิน 15 ปี กรณีพิเศษไม่เกิน 20 ปี ชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน
หลักประกันเงินกู้
จำนองอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน
ใช้พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝากเป็นประกัน
คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้คำประกัน (เปลี่ยนตามวาระการดำรงตำแหน่ง)
อัตราดอกเบี้ย
ตามประกาศของธนาคาร โดยพิจารณาจากการประเมินปัจจัยความเสี่ยงของผู้กู้แต่ละราย
เอกสารประกอบการขอกู้
คำขอกู้เงิน
สำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์
สำเนาหนังสือแจ้งวงเงินกู้ยืมหรือหนังสือค้ำประกันประจำปีจากนายทะเบียนสหกรณ์
รายงานกิจการประจำปีย้อนหลัง 3 ปี
ประมาณการกระแสเงินสดในรอบ 12 เดือน
สำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียน
ข้อบังคับ/ระเบียบสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
งบทดลอง 3 เดือนย้อนหลัง
รายงานผู้ตรวจสอบบัญชีปีล่าสุดฉบับที่มีการวิเคราะห์ด้านการเงิน ด้านการบริหารฯลฯ

 

ความคิดเห็น